🔸เป็นที่จับตาและเฝ้าระวังกันทั่วโลกกับโรคระบาดใหม่ “โรคฝีดาษลิง” หรือ “โรคฝีดาษวานร” (Monkeypox) ซึ่งมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในต่างประเทศ ถึงแม้ว่าสถานการณ์ จำนวนผู้ติดเชื้อของโรคฝีดาษลิง ในประเทศไทยจะมีจำนวนน้อย แต่ก็นับว่าเป็นโรคที่ใกล้ตัวเราเข้ามาทุกที สร้างความวิตกกังวลให้ใครหลายคนที่กลัว เพราะถึงแม้จะไม่รุนแรงถึงขึ้นเสียชีวิต แต่ก็อาจเสียโฉมอย่างถาวรก็เป็นได้
🔸โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า เชื้อไวรัส Monkeypox เป็นเชื้อที่มาจากสัตว์ แต่สามารถนำเชื้อมาสู่คนได้ เป็นไวรัสกลุ่มเดียวกันกับเชื้อไวรัสวาริโอลา (Variola virus) ที่สามารถติดต่อกันได้โดยผ่านการใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือการหายใจนำเชื้อไวรัสที่อยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก หรือน้ำลายของผู้ป่วย ซึ่งเป็นที่มาของการเกิดโรคฝีดาษในสมัยก่อน
🔸โดยโรคฝีดาษลิง (Monkeypox) ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1958 ในประชากรลิงที่อยู่ในห้องทดลอง จึงเป็นที่มาของชื่อโรคดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบัน เราพบว่าแหล่งโรคที่สำคัญของเชื้อไวรัส Monkeypox โดยพบเชื้อในสัตว์ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู กระรอก กระแต และลิงในประเทศแถบแอฟริกาเป็นหลัก
🔸ก่อนการเกิดการระบาดของโรคฝีดาษลิง (Monkeypox) ในปี 2022 นี้ มีรายงานการติดเชื้อไวรัส Monkeypox ในมนุษย์ จากหลายประเทศแถบทวีปแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตกมาเป็นระยะ ก่อนหน้านี้เคสที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่นอกทวีปแอฟริกามักมีความเชื่อมโยงกับการเคลื่อนย้ายของสัตว์ระหว่างประเทศ เป็นหลัก
🔸อาการและอาการแสดง ของผู้ป่วยที่เป็นโรคฝีดาษลิง (Monkeypox) ประกอบไปด้วย 3 ระยะคือ
1. ระยะฟักตัว ประมาณ 5-21 วันหลังรับเชื้อ
2. ระยะไข้ มีอาการประมาณ 1-5 วัน นอกจากนี้ยังสามารถพบอาการอื่นๆ ได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งการพบต่อมน้ำเหลืองโตนี้เป็นลักษณะเด่นของคนไข้ที่เป็นโรคฝีดาษลิง (Monkeypox) ซึ่งใช้แยกจากโรคอื่นๆที่อาการคล้ายคลึงกัน เช่น อีสุกอีใส เป็นต้น
3. ระยะผื่น มีอาการประมาณ 2-4 สัปดาห์ ซึ่งลักษณะของผื่นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ดังนี้คือ เริ่มต้นจากตุ่มนูนแดง > ตุ่มน้ำใส > ตุ่มหนอง > ตกสะเก็ด > หลุดไป โดยการกระจายของผื่นจะเด่นบริเวณใบหน้า ในปาก ฝ่ามือฝ่าเท้า และบริเวณอวัยวะเพศ
อย่างไรก็ตาม โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) เป็นโรคไม่รุนแรง สามารถหายได้เอง และอัตราการเสียชีวิตต่ำ
🔸การแพร่กระจายของเชื้อ เกิดได้หลายทาง ดังนี้
1. การสัมผัสโดยตรงกับผื่น หรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ
2. ทางการหายใจที่มีความใกล้ชิดและอยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน รวมไปถึงการสัมผัสทางกายแบบแนบชิด เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ
3. สัมผัสสิ่งของ อุปกรณ์ เครื่องใช้ เสื้อผ้า ของผู้ที่ติดเชื้อ
4. จากแม่สู่ลูกผ่านทางรก
โดยการแพร่เชื้อของโรคฝีดาษลิง (Monkeypox) สามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ช่วงที่มีอาการไปจนกระทั่งผื่นตกสะเก็ดหายและมีชั้นผิวหนังขึ้นมาใหม่ โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการจะไม่สามารถแพร่เชื้อได้ ซึ่งแตกต่างจากโควิด 19 และ ณ ข้อมูลปัจจุบัน (3 ส.ค. 2565) ยังไม่ทราบว่าโรคฝีดาษลิง (Monkeypox) สามารถแพร่เชื้อผ่านน้ำอสุจิหรือสารคัดหลั่งจากช่องคลอดได้หรือไม่
🔸การป้องกัน
1. ห้ามสัมผัสผื่น ในผู้ที่มีผื่นคล้าย สงสัยหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคฝีดาษลิง (Monkeypox)
2. ห้ามสัมผัสทางกายใกล้ชิด เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับ ผู้ที่เป็นโรคฝีดาษลิง (Monkeypox)
3. ห้ามใช้อุปกรณ์การกิน เช่น ช้อน ส้อม ร่วมกับผู้ที่เป็นโรคฝีดาษลิง (Monkeypox)
4. ห้ามสัมผัสโดยตรงกับอุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนตัวของผู้ที่เป็นโรคฝีดาษลิง (Monkeypox)
เช่น ผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า เป็นต้น
5. หมั่นล้างมือด้วยน้ำสบู่หรือแอลกอฮอล์
6. หากอาศัยหรือไปเที่ยวแถบทวีปแอฟริกากลางและตะวันตก ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์กลุ่มสัตว์ฟันแทะและลิง โดยเฉพาะสัตว์ที่มีอาการป่วยหรือตาย
🔸อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน( 3/8/2565) ยังไม่มียารักษาที่จำเพาะต่อโรคฝีดาษลิง (Monkeypox) แต่มีความเป็นไปได้ว่า สามารถใช้ยาต้านไวรัสของโรคฝีดาษ มาใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคฝีดาษลิง (Monkeypox) ได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสทั้งสองตัวมีลักษณะทางพันธุกรรมที่คล้ายคลึงกัน โดยยาต้านไวรัสดังกล่าวมีข้อบ่งชี้ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อรุนแรงหรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่องเท่านั้น สำหรับผู้ป่วยโดยทั่วไปสามารถหายเองได้และอาการมักไม่รุนแรง

ที่มา: ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention, CDC)
ติดตามผ่านช่องทาง
Youtube : https://cmu.to/gc03E
#โรคฝีดาษลิง #Monkeypox
#MedCMU #MedCMUในมือคุณ
#คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
#สื่อสารองค์กรMedCMU